การเมืองใหม่: ประชาธิปไตยศีลธรรม

การเมืองใหม่: ประชาธิปไตยศีลธรรม

วันจันทร์, ตุลาคม 5th, 2009

บทนำ    

            ประชาธิปไตยเป็นทุนทางสังคมวัฒนธรรมและจริยธรรม สังคมตะวันตกได้พัฒนาระบอบประชาธิปไตยและสร้างวัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วมที่เป็นหลักจริยธรรม วิถีชีวิตและวัฒนธรรมการเมืองตะวันตกเพื่อกำหนดระบบการปกครองบ้านเมืองที่ดีประชาชนได้รับประโยชน์จากการเมืองแบบประชาธิปไตย กรอบแนวคิดประชาธิปไตยแบบทุนของตะวันตกได้ส่งออกไปทั่วโลกผ่านระบบการศึกษาที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อการสร้างชาติและสังคมประเทศไทยก็ไม่มีข้อยกเว้น

            โจทก์ที่ตั้งคือกว่า 76 ปี ของการพัฒนาทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย เราเรียนรู้ระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมของประเทศตะวันตกที่เราลอกเลียนแบบมามากน้อยแค่ไหน เพียงพอแล้วหรือยัง ?ทำไมระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมที่ลอกเลียนแบบมาไม่สามารถนำไปสู่การพัฒนาการเมืองแบบประชาธิปไตยในสังคมไทย ? อะไรคือตัวปัญหาของการพัฒนาประชาธิปไตยไทยและทางออกทางการเมืองคืออะไร?

 ประชาธิปไตยแบบนายทุน

          ประชาธิปไตยทุนนิยมเป็นทุนทางสังคมและวัฒนธรรมของตะวันตกที่มีเอกลักษณ์และบริบทแบบตะวันตก กระบวนการเรียนรู้ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมสิ่งแวดล้อมถ่านทอดผ่านสถาบันการศึกษาและสถาบันทางการเมือง พรรคการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ การสรรหานักการเมืองผ่านกระบวนการคัดเลือกทั้งทางสังคม การเมืองและกระบวนการมีส่วนร่วมเชิงจริยธรรม

          กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองในสังคมตะวันตกจึงเป็นกลไกที่ควบคุมและไม่เปิดโอกาสให้การเลือกตั้งกลายเป็นกระบวนการซื้อสิทธิขายเสียง สรรหานักการเมืองโกงเข้าสภาและวางนโยบายของรัฐเพื่อเป็นการแบ่งผลประโยชน์ต่างตอบแทนของชนชั้นนำที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่เรียกว่าการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย  พรรคการเมืองจะทำหน้าที่มากกว่าสรรหานักการเมืองคุณธรรมคือเป็นสถาบันพัฒนาการศึกษาทางการเมืองให้กับประชาชนและประชาชนมีบทบาทสูงในการตรวจสอบกิจกรรมการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม นักการเมืองที่เลวร้ายเกิดได้แต่ตายอย่างรวดเร็วในระบบที่การตรวจสอบของภาคประชาชนเข้มแข็ง

          การเมืองแบบตะวันตกเป็นการเมืองของนายทุนและกลุ่มผลประโยชน์นักวิชาการตะวันตกผู้โด่งดังฮาโรลล์ แลสเวลล์ กล่าวว่าการเมืองเป็นเรื่อง “ ใครได้ ได้อะไร เมื่อไร อย่างไรและให้กับกลุ่มใด” ดังนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อจัดสรรทรัพยากรเพื่อสังคมจึงสำคัญสำหรับสังคมตะวันตกเป็นวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่กระบวนการตรวจสอบจากภาคประชาชนสั่งสมจนกลายเป็นวิถีชีวิตประชาธิปไตยมีอิทธิพลเหนือวิธีคิดและการปฏิบัติของคนตะวันตกมาช้านาน

          ดังนั้นเราจะเห็นชัดว่ากระบวนการตรวจสอบของระบอบประชาธิปไตยมีทั้งรูปแบบทางการและไม่เป็นทางการเป็นกระบวนการสำคัญยิ่ง เพราะคนส่วนใหญ่มีพื้นฐานความรู้ทางการเมือง มีการเข้าร่วมทางการเมืองสูงเพื่อกำหนดทิศทางเดินของรัฐบาลภายใต้กรอบประชาธิปไตยที่ถูกกำหนดโดยกลุ่มผลประโยชน์ธุรกิจการเมือง ประโยชน์สาธารณะในสังคมตะวันตกจึงถูกจัดสรรผ่านกระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบทุนที่มีการตรวจสอบจากกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองและสังคม

          การตรวจสอบที่เป็นทางการจะเข้มข้นมากเริ่มตั้งแต่นักการเมืองที่อาสาเข้ามารับใช้ประชาชนต้องมีคุณธรรมเราเคยเห็นนายแกรี่ ฮาทท์ อดีตนักการเมืองคนดังตัวเต็งผู้สมัครตัวแทนพรรคเดโมแครต์เพื่อเป็นประธานาธิบดีของประเทศ ถูกสื่อมวลชนนำเสนอปัญหาเรื่องศีลธรรมเพราะทำตัวไม่เหมาะสมเรื่องสตรีที่ไม่ใช่ภรรยาก็ถอนตัวจากการเป็นผู้สมัครทันที อดีตประธานาธิปดีริชาร์ด เอ็ม นิกสันถูกประชาชนต่อต้านเมื่อลงจากตำแหน่งเพราะเป็นผู้นำที่ไม่ดี( Social Sanction ) เป็นต้น

          ดังนั้นกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยแบบตะวันตกจึงเน้นการพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการเมืองในกรอบวัฒนธรรมการเมืองแบบมีส่วนร่วม การศึกษาประชาธิปไตยจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ทั้งจากภายในห้องเรียนและฝึกปฏิบัตินอกห้องเรียน ในบ้านและนอกบ้านหลากหลายไม่มีสายการบังคับบัญชาควบคุมการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์และวิธีคิดของประชาชน กระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองแบบมีส่วนร่วมจึงทำให้ระบบการตรวจสอบทางการเมืองสามารถควบคุมความเลวร้ายของนักกินเมือง นักโกงเมืองนักเลงใหญ่ไม่สามารถเข้ารับการสรรหาในระบบการเมืองแบบนี้ได้ง่ายนัก 

การเมืองไทย นายทุน ขุนศึก ข้าราชการ

          การเมืองไทยแบบโคบาลตะวันตกเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผลประโยชน์ที่ขาดคุณธรรม           ระหว่างนักธุรกิจเจ้าของทุนใหญ่ที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม( Corporate Social Responsibility ) นักการเมืองผู้กำหนดนโยบายจากอำนาจดุลพินิจและข้าราชการที่ขาดจิตสาธารณะร่วมคิดจัดการบริหารทรัพย์สินของประชาชนให้กับกลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าว กลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นชนชั้นนำใช้การศึกษาแบบตะวันตกวางวิสัยทัศน์การพัฒนาประชาธิปไตยภายใต้กรอบนโยบายการสร้างชาติให้ทันสมัยแบบไร้ปัญญาและจริยธรรมนำไปสู่กระบวนการโกงชาติปล้นแผ่นดินที่เรียกว่าการทุจริตเชิงนโยบายที่เห็นปัจจุบัน

          ภายใต้กรอบของวัฒนธรรมไทยที่เน้นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ผู้ปกครองจึงใช้กฎหมายและดุลพินิจเชิงอำนาจ( Discretionary Power ) ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์การพัฒนาทางการเมืองของประเทศไทยให้ทันสมัยแบบพี่งพามาตลอดระยะเวลากว่า 76 ปี เราจึงเห็นการเปลี่ยนผ่านของการเมืองแห่งอำนาจและผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มนายทุน ขุนศึกและข้าราชการตลอดเวลาโดยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ( Policy Stakeholders )ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกำหนดการเปลี่ยนแปลงวิสัยทัศน์ในการบริหารและพัฒนาประเทศตลอดหลายทศวรรษของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศ

          กระบวนการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เป็นบริบทสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยแท้จริงแล้วเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมสั่งการจากผู้มีอำนาจ ชนชั้นนำกำหนดนโยบายในแนวดิ่งมากกว่ากระบวนการมีส่วนร่วมในแนวราบที่ประชาชนคิดร่วมทำในบริบทของภาคประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้นโยบายสาธารณะที่ดีจึงไม่สามารถเกิดได้อย่างเต็มรูปแบบในโครงสร้างประชาธิปไตยแนวดิ่ง จะมีแต่นโยบายของชนชั้นนำหรือกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใหญ่ที่ใช้สรรพนามว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นเอง  เราจึงเห็นกระบวนการทุจริตเชิงนโยบายจากการคิดแนวดิ่งของกลุ่มผลประโยชน์ดังกล่าวตลอดมาจนปัจจุบัน

          กระบวนการตรวจสอบทางการเมืองจากภาคประชาชนจึงขาดพลังเพราะการจัดตั้งองค์กรอิสระทางการเมืองเน้นการสรรหาบุคลากร การกำหนดคุณสมบัติของกรรมการตรวจสอบเป็นกรอบการคิดแนวดิ่งตลอด เราจึงมีแต่ผู้ทรงคุณวุฒิจากระบบราชการที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมอำนาจมาเป็นผู้ตรวจสอบซึ่งมีผลให้การตรวจสอบขาดพลังเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นนักการเมืองผู้มีอำนาจได้เข้าไปแทรกแซงกระบวนการสรรหากรรมการตรวจสอบในองค์กรอิสระดังที่เราทราบกันมา ยิ่งทำให้กระบวนนี้ไม่มีผลในภาคปฏิบัติ

          การพัฒนาทรัพยากรบุคคลทางการเมืองไทย จึงเป็นการพัฒนาในกรอบแนวดิ่งเชิงอำนาจ ตัวอย่างเช่นพรรคการเมืองส่วนใหญ่จะคัดเลือกนักการเมืองจากกลุ่มชนชั้นนำ อดีตข้าราชการ กลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น และครอบครัวนักการเมืองถ่ายทอดทายาทเป็นรุ่นๆและผูกขาดการเมืองแบบครอบครัวและผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ตัวอย่างเช่นนักการเมืองแบบครอบครัวที่มีอิทธิพลในจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอาทิ

          การเมืองไทยมาถึงจุดทางตันไม่มีทางออกเพราะสาเหตุสำคัญดังกล่าวมาคือการเมืองเป็นเรื่องการใช้อำนาจดุลพินิจที่ขาดศีลธรรมและคุณธรรมเพื่อประชาชน  การเมืองเป็นเรื่องส่วนตัวของนักการเมืองกำหนดนโยบายเพื่อการทุจริตเชิงนโยบาย นำเงินงบประมาณแบ่งปันเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำมากกว่าที่จะนำเงินภาษีประชาชนไปแก้ปัญหาความทุกข์ยากของประชาชนอย่างจริงจัง การเมืองเชิงอำนาจที่ขาดศีลธรรมมาถึงจุดวิกฤติเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยึดอำนาจประเทศไทยจากกระบวนการเลือกตั้งที่กล่าวกันว่าทุจริตครั้งใหญ่ที่สุด จนพรรครัฐบาล ไทยรักไทยถูกตัดสินโดยกระบวนการตุลาการให้ยุบพรรคการเมืองและลงโทษกรรมการบริหารพรรคดังเป็นที่ทราบกันทั่วไป

          บทเรียนของการเมืองเชิงอำนาจขาดศีลธรรมคุณธรรมและการบริหารธุรกิจแบบ CEO ในระบบการเมืองของรัฐบาลไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชนเป็นบทเรียนที่มีค่ายิ่งต่อการเกิดใหม่ของการเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริงที่นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเมืองศีลธรรมที่พัฒนามาจากกรอบแนวคิดของท่านอาจารย์พุทธทาสเรื่องธรรมะกับการเมือง ธรรมาธิปไตย การเมืองเป็นหน้าที่ของทุกคน เรามาใช้หนี้แผ่นดินด้วยการเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนและถือว่าเป็นการสร้างบุญทำความดีทดแทนคุณของแผ่นดินแม่

         ในความเป็นจริงการเมืองภาคพลเมืองได้วางต้นแบบต่อยอดความคิดท่านอาจารย์พุทธทาสเรื่องธรรมะกับการเมืองมานานแล้วในภาคประชาชนระดับรากแก้วและภาควิชาการ ตัวแบบสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสีเป็นกลไกสำคัญที่พยายามสร้างต้นแบบการเมืองภาคประชาชนจากกระบวนการมีส่วนร่วมของกลุ่มผลประโยชน์หลักคือภาครัฐราชการ ภาควิชาการสถาบันการศึกษาและภาคประชาชนรากแก้วรวมทั้งกลุ่มกลุ่ม NGO มารวมกันเพื่อสร้างกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดีจากประชาชนตัวอย่างเช่นโครงการสัจจะวันละบาท แผนสุขภาพประชาชนของคนสงขลาเป็นต้น

การเมืองใหม่คือประชาธิปไตยศีลธรรม

          วิกฤติ 7 ตุลาคม 2551 ทำให้อำนาจรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมถึงทางตัน ผู้นำรัฐบาลขาดปัญญาไร้สติใช้อำนาจและตัณหาแก้ปัญหาการเมืองซึ่งนำไปสู่การสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง ตำรวจใช้อาวุธหนักเข่นฆ่าประชาชนอย่างบ้าคลั่ง มีประชาชนเสียชีวิต เสียอวัยวะหลั่งเลือดบนแผ่นดินแม่ที่ทุกคนเกิดมา ประชาชนเหล่านั้นคือพลังของแผ่นดินเสียสละชีวิตและอวัยวะเพื่อแผ่นดินเกิดเป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเสียสละร่างกายและชีวิต เป็นบุญที่ใหญ่กว่าการทอดกฐินหรือสร้างศาลาวัด การเสียสละครั้งนี้จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยไปสู่การเมืองใหม่ที่มีธรรมะนำการเมือง

          ประชาธิปไตยศีลธรรมเริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมการเมืองใหม่ การเมืองของพระเจ้า การเมืองเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน การเมืองแบบธรรมาธิปไตยกระบวนการขับเคลื่อนวัฒนธรรมการเมืองคุณธรรมนำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใช้หลักธรรมะอารยะขัดขืนขั้นสูงสุด ต่อต้านรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมและผู้นำที่ไม่มีคุณธรรม  มีแกนนำและประชาชนผู้กล้าหาญและเสียสละสูงสุดนำหน้า ประชาชนทัพหลังสนับสนุน มีการสื่อสารอย่างไร้พรมแดนด้วยข้อมูลที่สมบูรณ์ถึงทุกบ้านทุกครัวเรือนเพื่อเสริมสร้างพลังของประชาชนที่รักชาติให้กลายเป็นพลังของแผ่นดินขับเคลื่อนวัฒนธรรมการเมืองใหม่ที่เรียกว่า “  การเมืองศีลธรรม  ”  เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกคน

          ประชาธิปไตยศีลธรรมจึงต้องมีกติกาที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการสรรหาบุคลากรทางการเมืองอย่างแท้จริง ดังนั้นการเขียนกฎหมายรัฐธรรมนูญจึงต้องตอบคำถามนี้ได้ การเลือกตั้งแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงน่าจะเป็นจุดนำร่องการคิดแบบนี้ได้  การจัดกลุ่มผลประโยชน์ให้หลากหลายมีตัวแทนที่สำคัญครบทุกระดับชั้นอาชีพก็เป็นกรอบที่ดีในการสร้างการเป็นตัวแทนของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

          นักการเมืองในกรอบการเมืองใหม่จึงไม่ควรดำรงตำแหน่งการเมืองเป็นอาชีพเช่นเดียวกับอาชีพนักกฎหมาย ข้าราชการ( Occupation ) แต่ต้องเป็นมืออาชีพ คนเก่งที่เสียสละ( Professional ) เข้ามารับใช้บ้านเมืองชั่วคราวสลับภารกิจผลัดเปลี่ยนกันทำงานมาทำหน้าที่ ใช้หนี้แผ่นดินและมาทำบุญให้กับประชาชนผู้ยากไร้และต้องการความช่วยเหลือ การเมืองศีลธรรมจึงเป็นการเมืองใหม่ที่นักการเมืองคือผู้กล้าและเสียสละเข้ามาดูและจัดสรรเงินภาษีของประชาชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ

          นักการเมืองคือทรัพยากรบุคคลจากหลายอาชีพและผลประโยชน์แต่ทุกคนต้องเป็นผู้มีความรู้ คุณธรรมและความกล้าหาญเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่า ขอให้เป็นคนดีก็เพียงพอแล้ว นักการเมืองจึงต้องเป็นนักการเมืองของพระเจ้าเป็นผู้มีคุณธรรมจึงมาจากระบบใดก็ได้เพราะแน่นอนว่าคนดีมีคุณธรรมทุกคนจะต้องเข้าไปนำการเมืองเพื่อจัดสรรทรัพยากรของแผ่นดินทำประโยชน์สุขให้เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมชาติทุกคนแน่นอน